อยาก หน้า เนียน ละเอียด แบบกริบ ไม่กรุบ 100%

อยาก หน้า เนียน ละเอียด แบบกริบ ไม่กรุบ 100%

อยาก หน้า เนียน ละเอียด พ่ะนะ คุณพี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่านบอกเลย ว่าแอดเหมือนกันค่า ที่อยากหน้าใสเนียนกริบ กริ๊ง กรุ๊ง แกร๊ง โอ๊ย ไม่รู้จะอยากหน้าเนียนยังไงแล้วแหละค่ะแม่ แอดเข้าใจเลยว่าหลายคนมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิวอักเสบ สิวผด สิวอุดตัน หลุมสิว หฃุ่มสิว ผิวไม่สม่ำเสมอ หรือปัญหาใดๆ ก็แล้วแต่ ที่ทำให้หน้าเราไม่เรียบเนียน วันนี้จะมากะเทาะทุกปัญหาและไปค้นหาทุกวิธีแก้ไปพร้อมกันเลย สวยแบบกริบไปด้วยกัน

ปัญหาที่ทำให้หน้าไม่เรียบเนียน

อยากที่บอกไป ว่าใครๆ ก็มีปัญหาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนผิวแบบไหนก็ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องผิวหน้าไม่เรียบเนียนตามมาได้เช่นกัน แล้วปัญหามีอะไรบ้างละ

  1. สารพัดปัญหาสิว สิวผด สิวอุดตัน 
  2. หลุมสิว
  3. รูขุมขนกว้าง
  4. หน้าแห้งเป็นขุย

จากปัญหาต่าง 4 ข้อ เดี่ยวเรามาเริ่มวิเคราะห์หัวข้อแต่ละอย่างว่าทำไมถึงเกิดปัญหานี้ขึ้นดีกว่า

1. สารพัดปัญหาสิว สิวผด สิวอุดตัน

                       ปัญหาสิวนี้บอกเลยว่าเป็นปัญหาที่คารังคาสัง ไม่จบไม่สิ้นทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยฮอร์โมนวัยรุ่นอย่างเรา แต่ก็มีสำหรับคนที่มีอายุเยอะแล้ว ก็ยังเป็นสิว แต่เอ๋ เป็นสิวเพราะอะไรนะ เรามารู้ปัญหาของการเป็นสิวต่างๆ กันเลยดีกว่า 

สิวคืออะไร?

                     สิว (Acne หรือ Acne Vulgaris) เป็นภาวะการเกิดความผิดปกติบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมันในรูขุมขน (Pilosebaceous unit) เมื่อเกิดความผิดปกติจากสาเหตุต่างๆ จะทำให้รูขุมขนอุดตันจนเกิดเป็นสิว บางครั้งการอุดตันอาจจะทำให้เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นติดเชื้อและเกิดการอักเสบจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน กลายเป็นสิวอักเสบได้

1.1 สิวผด (Acne Estivalis)

                    คือ สิวที่มีลักษณะเป็นผื่นขนาดเล็ก ๆ กระจายตัวกัน โดยจะเห่อเป็นช่วง ๆ และไม่นานก็จะหายไปเอง เมื่อลองเอามือสัมผัสดูจะรู้สึกว่ามีความแหลมของหัวสิว ไม่สามารถเอาออกได้เพราะไม่มีหัวสิว ทำให้เกิดความรำคาญ แต่หากดูแลรักษาอย่างถูกวิธีก็จะช่วยให้สิวนี้จางหาย ไม่กลับมาเห่อได้อีกบ่อย ๆ สิวผดสามารถเกิดขึ้นได้ทุก ๆ ตำแหน่งบนใบหน้าไม่ว่าจะที่ หน้าผาก แก้ม คาง หรือขมับ​

สาเหตุของการเกิดสิวผด คือ

  • อากาศร้อน โดยเฉพาะอากาศเมืองไทยนั้น ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก ผิวภายนอกมีสภาพชื้นแฉะ ถูกแสงแดด ต่อมเหงื่อก็ถูกกระตุ้นให้กลายเป็นสิวได้ และเมื่อสัมผัสกับฝุ่นละอองทำให้เกิดการสะสมก่อตัว เกิดการระคายเคืองขึ้นมาได้อีก
  • แพ้เหงื่อตัวเอง เมื่อออกมาเป็นปริมาณมากประกอบกับเป็นคนที่แพ้ระคายเคืองง่าย จึงทำให้เกิดปัญหาสิวประเภทนี้ขึ้นได้ง่ายมาก
  • ใช้น้ำอุ่นล้างหน้า น้ำอุ่นจะทำให้ผิวของคุณแห้งกร้าน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะระคายเคืองได้ง่าย ทำให้ต่อมไขมันต้องทำงานหนักเพิ่มมากยิ่งขึ้น

วิธีรักษาสิวผด และการฟื้นบำรุงผิวอ่อนแอ

รักษาสิวผด ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลรักษาผิวของเรา ก็จะทำให้สิวผดเล็กลงและหายไปได้อย่างง่ายดาย ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก

  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสผิวหน้า ไม่ควรแกะหรือเกาบริเวณที่สิวผดขึ้น เนื่องจากอาจทำให้สิวผดเกิดการอักเสบที่รุนแรงขึ้น
  • ล้างหน้าอย่างถูกวิธี การล้างหน้าอย่างถูกวิธี อันดับแรกเราควรใช้คลีนซิ่งเช็ดทำความสะอาดใบหน้าก่อน จากนั้นก็ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยนล้างให้สะอาด แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง สุดท้ายใช้ผ้าขนหนูสะอาดมาซับ ๆ น้ำบนหน้าจนแห้งสนิท เพื่อลดโอกาสเกิด สิวผด ที่หน้าผาก แก้ม คาง
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดการแพ้ เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ที่มีส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น การใช้ครีมบำรุงผิวหรือยาที่มีส่วนผสมของสารสำคัญ เช่น Retinoic acid, Benzoyel peroxide AHA, BHA เพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งลอก และเกิดการระคายเคืองก็เป็นต้นเหตุให้เกิดสิวผดขึ้นหน้าได้
  • การใช้ยาทากลุ่มสเตียรอยด์ ยาทากลุ่มสเตียรอยด์จะเข้าไประงับการเกิดผดผื่นและอาการระค่ายเคืองที่เกิดขึ้น จึงช่วยในการลดสิวผิด รักษาสิวผดได้ แต่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะ หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวสูญเสียภูมิคุ้มกันส่งผลให้ผิวอ่อนแอมากขึ้นกว่าเดิม หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายว่า ‘ผิวติดสเตียรอยด์
  • ซ่อมและสร้างเกราะปกป้องผิวให้แข็งแรง รักษาสิวผด ด้วยการทำให้ผิวแข็งแรงเพราะผิวแข็งแรงคือหัวใจของการมีสุขภาพผิวที่ดี สกินแคร์ในการบำรุงผิวจึงควรมีคุณสมบัติในการช่วยรักษาความชุ่มชื้นและบำรุงเกราะปกป้องผิวได้
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน โดยเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีเนื้อบางเบา ซึมซาบง่าย และมีค่า SPF 50 PA+++ เพื่อให้ปกป้องผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

1.2 สิวอุดตัน (Comedones)

                    หรือสิวไขมันอุดตัน คือสิวไม่อักเสบประเภทหนึ่ง มีลักษณะเป็นสิวหัวนูนออกมาจากผิวหนัง เมื่อจับไปจะรู้สึกถึงความไม่เรียบ เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนบนผิวหนัง บางครั้งสิ่งอุดตันที่เราเรียกกันว่าหัวสิว ก็โผล่ออกมาให้เห็นได้จากภายนอกเช่นกัน

สาเหตุสิวอุดตัน มี 4 สาเหตุหลัก ได้แก่

  1. เซลล์ผิวหนัง (Keratinocytes) เพิ่มจำนวนเซลล์มากเกินไป และผลัดเซลล์ผิวช้ากว่าปกติ จนทำให้รูขุมขนอุดตันได้ง่าย (Follicular epidermal hyperproliferation)
  2. ต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป (Sebum production) ก่อให้เกิดการอักเสบ การผลัดเซลล์ผิวทำงานผิดปกติ
  3. การทำงานของแบคทีเรีย C.acnes เหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบ และทำให้จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังเสียสมดุล (Microbial dysbiosis) จนเซลล์ผิวหนังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เกิดการอักเสบได้ง่าย
  4. การอักเสบ และการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน (Inflammation and Immune response) ทำให้เซลล์ผิวเพิ่มจำนวนเร็วกว่าปกติ เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบ

วิธีรักษาสิวอุดตัน

  • ดูแลผิวและล้างหน้าอยู่เสมอ เพื่อลดความมัน กำจัดสิ่งสกปรก ควบคุมจำนวนแบคทีเรีย และล้างเซลล์ตายที่ถูกผลัดออกมา ช่วยลดโอกาสเกิดสิวอุดตัน โดยการทำความสะอาดผิวหนังวันละ 2 ครั้ง ด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่เป็นด่างมากเกินไปและไม่มีสารเคมีที่ก่อการระคายเคืองได้ง่าย
  • ควรใช้แชมพู ยาสระผม และครีมนวดผมที่อ่อนโยน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้ หากรู้สึกว่าเกิดสิวอุดตันแถวกรอบหน้าง่ายก็อาจเกิดจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้เช่นกัน
  • เลือกเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic)
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือจับหน้า หากต้องจับควรล้างมือให้สะอาดก่อน ไม่ควรแกะเกาสิวอุดตัน หรือบีบสิวอุดตันด้วยตัวเอง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และผ่อนคลายความเครียด เพื่อควบคุมระดับฮอร์โมน และระบบร่างกายอื่นๆให้ทำงานได้ตามปกติ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนมวัว และอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง (High glycemic index) ลดโอกาสการเกิดสิว
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ผิวหนังอับชื้นหรือเกิดการเสียดสีที่ผิวหนัง เช่น เลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหนา ไม่สะพายกระเป๋าเป้ตลอดเวลา งดใส่หมวกหรือผ้าคาดผมบ่อยๆ เป็นต้น
  • ปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มมีสิวอุดตัน หากไม่มั่นใจในการเริ่มใช้ยาทาสิวด้วยตนเอง โดยยาทาแก้สิวอุดตันที่นิยมใช้กัน มีดังนี้
    • Retinoids แบบทา (ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ) – ออกฤทธิ์ลดการอุดตัน และลดการอักเสบได้ ยาในกลุ่ม retinoids ที่นิยมใช้กันมีหลายตัว แต่ละตัวมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น Tretinoin มีข้อเสียอยู่มาก ทั้งออกฤทธิ์ไม่ดีเมื่อเจอแสง และไม่สามารถใช้ร่วมกับ Benzoyl peroxide ได้ ภายหลังจึงนิยมใช้ retinoid อย่าง Adapalene ที่สามารถใช้ร่วมกับ Benzoyl peroxide ได้ และยังทนต่อแสงแดดด้วย
    • Benzoyl peroxide – ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้เหมือนกับยาปฏิชีวนะ ช่วยบรรเทาอาการสิวอักเสบ ลดการเกิดสิวอุดตัน และป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น มักใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะตัวอื่นเพื่อลดโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยา
    • ยาทาสูตรผสม ที่ใช้กันบ่อยมักเป็น Benzoyl peroxide ร่วมกับ Retinoids หรือยาปฏิชีวนะแบบทา เนื่องจาก Benzoyl peroxide กับ Retinoids ออกฤทธิ์คนละอย่างกัน Benzoyl peroxide โดดเด่นในเรื่องการควบคุมจำนวนเชื้อโรค ส่วน Retinoids โดดเด่นในเรื่องการทำให้เซลล์ผิวผลัดตัวเป็นปกติ ส่วน Benzoyl peroxide กับ หรือยาปฏิชีวนะแบบทา ออกฤทธิ์คล้ายกัน แต่นิยมใช้ร่วมกันเพื่อให้ฆ่าเชื้อได้ดีขึ้น และสามารถป้องกันเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะได้
    • กรดอะซีลาอิก (Azelaic acid) – เป็นกรดที่สามารถออกฤทธิ์ลดการอุดตัน และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวใช้รักษาสิวอุดตัน อีกทั้งช่วยลดรอยดำสิวได้อีกด้วย
    • กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) – ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ช่วยผลัดเซลล์ผิว และละลายสิวอุดตัน ลดความมันบนใบหน้าและลดอักเสบ
    • ทั้งนี้ การเลือกใช้ยาทา อาจต้องเลือกเวลาและความถี่ในการใช้ ยาบางตัวไม่ควรทาร่วมกัน ถ้าไม่มั่นใจสามารถปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมได้

1.3 สิวอักเสบ (Inflammatory Ance)

                   เกิดจากปฎิกิริยาของผิวหนังต่อสิ่งแปลกปลอม ที่มี เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า C.acnes (ชื่อเก่า C.acness) เป็นปัจจัยที่สำคัญ โดย C.Acnes มีเอนไซม์ lipase ย่อยไขมันจนเกิดเป็นกรดไขมัน (free fatty acid) ออกมาข้างนอกบริเวณผิวหนัง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและ C.acnes ยังกระตุ้นให้มีการหลั่ง protease cytokines ที่ทำให้เกิดการอักเสบเช่นกัน โดยปกติแล้วแบคทีเรียตัวนี้มักพบในต่อมไขมัน

                     นอกจากเชื้อแบคทีเรีย C.acnes ที่ทำให้เกิดสิวอักเสบบวมแดงบนใบหน้าแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยอีกมากมายที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ ได้แก่

  • ฮอร์โมนช่วงวัยรุ่น ปริมาณฮอร์โมนที่ไม่สมดุลภายในร่างกายก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ เช่น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย (Androgens) มากขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมไขมันจะทำให้ผลิตน้ำมันมากกว่าปกติ ทำให้ในช่วงวัยรุ่นจึงมีความมันบนใบหน้ามากขึ้น ซึ่งเป็น สาเหตุการเกิดสิวอักเสบเช่นกัน
  • พันธุกรรม นอกจากฮอร์โมนแล้วพันธุกรรมก็ถือเป็นอีกสาเหตุของสิวอักเสบ หากสมาชิกในครอบครัวมีประวัติการเป็นสิว ก็ทำให้คนคนนั้นมีโอกาสเป็นสิวได้เหมือนกัน
  • การบีบสิว คนที่มีสิวอุดตัน สิวแดงขึ้นเต็มบนใบหน้า คงสร้างความรำคาญใจให้กับหลายๆคน และอดไม่ได้ที่จะใช้มือจับ ลูบ แคะ แกะ หรือ บางคนถึงขั้นบีบสิวเอง ซึ่งการกระทำที่ได้กล่าวมาทั้งหมดถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะการบีบสิวเองนั้นมีโอกาสสำเร็จเพียงแค่ 50% หากบีบไม่สำเร็จจะทำให้มีการบาดเจ็บของรูขุมขน ทำให้มีการอักเสบเกิดขึ้น จากสิวอุดตันธรรมดา ก็อาจจะกลายเป็นสิวอักเสบได้ การบีบสิวควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
  • ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ การรับประทานอาหาร นอนพักผ่อนไม่เพียง ความเครียดสะสมจากการทำงาน มลพิษทางอากาศ การทำความสะอาดผิวหน้าที่ไม่ถูกวิธี หรือ การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงและรักษาสิวบางตัว
  • การใช้ยาบางชนิด ที่มีส่วนผสมของ anabolic steroids, corticosteroids, corticotropin, phenytoin, lithium, isoniazid, vitamin B6 B12, สารประกอบ halogenated และ ยาเคมีบำบัดบางชนิด

ใครอยากรักษานอกเนื่องจากการดูแลตัวเองที่บอกไปก่อนหน้านี้ ลองปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม เพื่อให้จ่ายยารักษาอย่างถูกต้องมากขึ้น

2. หลุมสิว

 หลุมสิวเกิดจากการอักเสบของของสิวบนผิวหน้าของเรา โดยหลังจากเกิดสิวร่างกายจะมีกระบวนการสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนตรงส่วนของผิวที่ถูกทำลายจากสิวไป ซึ่งหากสิวที่เกิดขึ้น เกิดในชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปมาก อาจส่งผลให้คอลลาเจนในชั้นผิวถูกทำลาย เมื่อเกิดกระบวนการสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน อาจทำให้สร้างได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ตำแหน่งนั้น เกิดเป็นรอยหลุม หรือที่เราเรียกว่า “หลุมสิว”   รวมถึงการรักษาผิดวิธีด้วย  เช่น การแกะสิว การแคะ หรือเกาบริเวณสิว ยิ่งทำให้อักเสบลงกว่าเดิม และยุบตัวลงไปถึงผิวชั้นในและไปทำลายผิวของเรา

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว  

  • รีบรักษาสิวให้เร็วที่สุดและถูกวิธี  เมื่อเกิดสิวอักเสบและสิวหัวช้าง หรือสิวที่มีหัวขนาดใหญ่ ควรรีบรักษา และไปพบแพทย์ผิวหนังให้เร็วที่สุด
  • ป้องกันไม่ให้เกิดสิวอักเสบ เมื่อเกิดสิว หากยังเป็นสิวอุดตัน ควรรีบหาวิธีการรักษาให้เร็วที่สุดและรักษาให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้ลุกลามกลายเป็นสิวอักเสบในอนาคต
  • ห้ามแกะ บีบ สะกิด สิว  เพราะจะเป็นการทำให้สิวอักเสบกว่าเดิม และยิ่งสิวอักเสบก็จะทำให้เกิดโอกาสการเกิดหลุมสิวมากขึ้น คอลลาเจนถูกทำลายมากกว่าเดิม ทำให้การสร้างผิวหนังขึ้นมาใหม่นั้นใช้เวลาเยอะกวาเดิม เกิดการสร้างผังผืดมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดหลุมสิวที่รักษายาก 

ตอนนี้มีการรักษา

  1. Laser ซึ่งตอนนี้เป็นเลเซอร์ที่ช่วยหลุมสิว มากมาย แต่ที่นิยมทำกันคือ PICO Laser เหมือนเป็นการพลัดเซลล์ผิวให้ใบหน้า
  2. Subsision เป็นการตัดพังผืดใต้หลุมสิว ซึ่งต้องใช้ทักษะและความสามารถเฉพาะทาง และอุปกรณ์ที่ใช้แล้วไม่เป้นแผลใต้ผิวหนัง บางกรณีมีการใช้อุปกรณ์ที่ใช้เลาะแล้วทำให้เกิดเป็นแผลใต้ผิวหนังซึ่ง จะทำให้หลุ่มสิวที่หาย กลับมานู่น รักษายากกว่าเดิม
  3. Filler หลุมสิว หรือ Rejuran รักษาหลุมสิว เป็นหัตถการที่ส่วนใหญ่ทำร่วมกับ subsision เพิ่มสร้างชั้นผิวที่แข็งแรงมากขึ้น สร้างคอลลาเจนตรงบริเวณที่ถูกตัดผังผืด ไม่ทำให้เป็นหลุมสิวอีก กลับมาเป็นใบหน้าที่เรียบเนียนเหมือนเดิม

3. ผิวแห้ง

                     ผิวแห้ง คือ ลักษณะของผิวที่ไม่มีความมันเกาะตัวอยู่บนชั้นผิว สังเกตได้จากความรู้สึกแห้งตึงผิวหลังล้างหน้า ซึ่งสาเหตุเกิดได้หลายปัจจัย มักสร้างปัญหาให้กับทุกคนได้อยู่เสมอ เนื่องจากสภาพผิวจะมีความแห้งกร้าน แตกลอกเป็นขุย หรือเป็นแผ่นออกมาชัดเจนจนสังเกตได้ และมักนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ความไม่เรียบเนียน สีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือบางคนเมื่อผิวลอกมาก ๆ มักมีแนวโน้มเกิดอาการแสบ ระคายเคือง เมื่อเผชิญกับปัจจัยต่าง ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัว ด้วยเหตุนี้การดูแลผิวแห้งจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ

                     สาเหตุของอาการผิวหนังแห้ง คนที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน สาเหตุพื้นฐานหลัก ๆ จะมีด้วยกัน 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายในร่างกาย เกิดจากต่อมไขมันที่ผลิตน้ำมันออกมาหล่อเลี้ยงผิวไม่สามารถทำได้ตามปริมาณที่เหมาะสม ส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นออกไปได้ง่าย ดูแห้งกร้าน แตกลอกออกเป็นขุยได้ง่าย ส่วนปัจจัยภายนอกมักเกิดจากผิวที่สัมผัสกับสารเคมีบางชนิดเป็นระยะเวลาหนึ่งจนทำให้ปราการผิวเสียหาย เกิดการระคายเคืองแห้งลอก สภาพอากาศที่แห้งหรือหนาวจัดดึงดูดเอาน้ำที่อยู่ในผิวของเราออกไปได้มาก รวมถึงคนที่มักมีพฤติกรรมอาบน้ำร้อน อาบน้ำอุ่นบ่อย ๆ ความร้อนจากน้ำจะทำให้รูขุมขนเปิด และทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นมากเกินไปจนเป็นสาเหตุของอาการแห้ง ลอก นั่นเอง

วิธีการดูแลด้วย

  • อาบน้ำหรือล้างหน้าอุณหภูมิปกติหรือน้ำเย็น ห้ามอาบน้ำร้อน
  • เลือกใช้สบู่ที่ไม่เป็นด่างมาก อ่อนโยนต่อผิว ไม่มีน้ำหอม ฟอง ลดสารตึงผิว
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า เช่น Moisturizer ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและวิตามินซี หรือพวก AHA BHA เพราะจะทำให้ผิวแห้งหนักกว่าเดิม
  • ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว หรือ 2-3 ลิตร ต่อวัน อาจจะรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของโอเมก้า 3 จาก ปลาทู แซลมอน ผักโขม ถั่วเหลือง วิตามินเอ ซี อี ทำให้ผิวชุ่มชื่นขึ่น

4. รูขุมขนกว้าง

                คือ ลักษณะรูขุมขนบนใบหน้าที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เกิดจากต่อมผลิตไขมันใต้ผิวหนังขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ หรือโครงสร้างของการเกิดเส้นขนใต้ผิวหนังผิดปกติ โดยที่ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ รูขุมขนกว้างจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง อักเสบ หรือเป็นก้อนแข็งแต่อย่างใด

                สาเหตุ อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือเชื้อชาติ เช่น บางกรณีศึกษาพบว่าผู้หญิงชาวบราซิลมีลักษณะรูขุมขนกว้างมากกว่าในผู้หญิงชาวจีน เป็นต้น

หนทางดูแลจัดการรูขุมขนกว้าง

  • การทำความสะอาดผิวหน้า อย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง
  • การบำรุงผิวและการแต่งหน้า
    • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ (Retinoids) ซึ่งเป็นสารอนุพันธ์ของวิตามินเอ จะมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนดูเล็กลง และยังมีผลต่อการรักษาสิวด้วย
    • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่สังกะสีและแมกนีเซียม เพื่อช่วยรักษาสมดุลความมันของผิว และทำให้รูขุมขนดูเล็กลง
    • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารที่อ่อนโยนต่อผิว เช่น ลาเวนเดอร์หรือโรสแมรี่ ที่ช่วยลดการระคายเคืองผิว และป้องกันไม่ให้รูขุมขนขยายกว้างขึ้น
    • ป้องกันและรักษาสิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยควบคุมความมันและกำจัดเชื้อแบคทีเรียอย่างเบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) และสารที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid)
    • เลือกใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีการระบุว่าไม่ทำให้เกิดสิวอุดตัน
  • การรักษาเฉพาะจุด บางคนอาจจะเป็นแค่บางจุดของใบหน้า ฉะนั้นสามารถรักษาตามจุดต่างๆ ได้ โดยการเลเซอร์ค่บางจุด
  • รับมือกับแสงแดด ควรทากันแดด อย่างน้อย SPF50+
  • รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูงหรือขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์ เพราะอาจทำให้เกิดไขมันสะสมจนทำให้ผิวเกิดการอุดตันหรืออักเสบ ควรรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม โดยเน้นรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ขนมที่มีประโยชน์ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งสิ่งเจือปน และอาหารจำพวกผักผลไม้

หากใครอยากหน้าเนียนโดยใช้หัตถการอื่นๆ แนะนำด้านล่างได้เลย

ผิวหน้าไม่เรียบเนียน จัดด้วยโปรนี้เลย !

Contact

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *